มาตรฐานคุณภาพระดับนานาชาติ "มาตรฐาน JCI"

ข้อมูลวิชาการต่างๆ งานคุณภาพ CQI,HA ,RM บทความวิชาการหรือบทความงานวิจัย บทความเผยแพร่ต่างๆ ฯลฯ ลงไว้ที่นี่ครับ
กฎการใช้บอร์ด
- โปรดใช้คำสุภาพ
- ทุกความคิดเห็นเป็นสาธารณะโปรดหลีกเลี่ยงการพาดพิง แอบอ้าง
- โปรดให้เครดิตบุคคลหรือเว็บไซต์ที่อ้างถึง
- เว็บไซต์มีวัตถุประสงค์เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็นประโยชน์
***บุญรักษา แมมมอส***

มาตรฐานคุณภาพระดับนานาชาติ "มาตรฐาน JCI"

โพสต์โดย เอ็มโอ » พฤหัสฯ. 24 ก.ค. 2014 11:43 am

ชื่ออบรม หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการโรงพยาบาลตามมาตรฐาน JCI
หน่วยงานที่อนุมัติให้ไป โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด
งบประมาณเบิกจ่ายจาก เงินบำรุง
ระยะเวลาการสัมมนา 2-5 มิถุนายน พ.ศ. 2557
สถานที่อบรม โรงแรมกรีนโฮเทลแอนด์รีสอร์ท จ.ขอนแก่น
ผู้อนุมัติให้เข้ารับการอบรม คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน
บทคัดย่อของเนื้อหาที่เข้าอบรม
มาตรฐาน JCI
• JCI (Joint Commission International หรือ JCI) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2537 เป็นบริษัทในเครือ จอยท์ คอมมิชชั่น รีซอร์ส อิงค์ (Joint Commission Resources, Inc) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรในเครือของ เดอะ จอยท์ คอมมิชชั่น (The Joint Commission) เจซีไอให้บริการออกใบรับรอง ให้คำปรึกษา บริการด้านสิ่งพิมพ์ บริการด้านการศึกษา การปรับปรุงคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยทั่วโลก และยังให้การสนับสนุนองค์กรด้านการดูแลสุขภาพ หน่วยงานสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นๆ ในกว่า 90 ประเทศ โดยจะเน้นถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย รวมถึงคุณภาพในการรักษาโรคตามโรงพยาบาลและศูนย์แพทยศาสตร์ ทั้งนี้ JCI ได้ออกใบรับรองให้กับหน่วยงานบริการสุขภาพกว่า 575 แห่ง ใน 56 ประเทศทั่วโลก
•ปัจจุบันในประเทศไทยมีสถานพยาบาล 37 แห่งที่ผ่านการประเมินมาตรฐาน JCI

เนื้อหาของมาตรฐาน JCI 5th edition ประกอบด้วย
1. Section I : Accreditation Participation Requirements
- Accreditation Participation Requirements (APR)
2. Section II : Patient-Centered Standards มาตรฐานยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
- International Patient Safety Goals (IPSG) เป้าหมายความปลอดภัยผู้ป่วยสากล
- Access to Care and Continuity of Care (ACC) การเข้าถึงบริการและความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย
- Patient and Family Rights (PFR) สิทธิผู้ป่วยและครอบครัว
- Assessment of Patients (AOP) การประเมินผู้ป่วย
- Care of Patients (COP) การดูแลรักษาผู้ป่วย
- Anesthesia and Surgical Care (ASC) การดูแลผู้ป่วยผ่าตัด
- Medication Management and Use (MMU) การจัดการด้านยาและการใช้ยา
- Patient and Family Education (PFE) การให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติ
3. Section III : Health Care Organization Management Standards มาตรฐานการจัดองค์กรบริการสุขภาพ
- Quality Improvement and Patient Safety (QPS) การพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย
- Prevention and Control of Infections (PCI) การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล
- Governance, Leadership, and Direction (GLD) บทบาทของผู้นำในการพัฒนาคุณภาพ
- Facility Management and Safety (FMS) สิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย
- Staff Qualifications and Education (SQE) การบริหารทรัพยากรบุคคล
- Management of Information (MOI) การจัดการข่าวสารและเวชระเบียน
4. Section IV: Academic Medical Center Hospital Standards
- Medical Professional Education (MPE)
- Human Subjects Research Programs (HRP)

• มาตรฐาน JCI เน้นการปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่เน้นบริบท/ไม่สนใจ เช่น ข้อจำกัดเรื่องอัตรากำลังหรือข้อจำกัดด้านการเงิน
• การเตรียมความพร้อมในการประเมินมาตรฐาน JCI เริ่มที่หัวหน้างาน รับไปกระจายงานให้น้องๆ เวลาผู้เยี่ยมจาก JCI ลงเยี่ยมสำรวจจะตามไปดูที่หน้างานเพื่อดูระบบการ Implement ลงสู่ผู้ปฏิบัติ
• วิสัยทัศน์ขององค์กรต้องมีการถ่ายทอดลงสู่หน่วยงาน เช่น วิสัยทัศน์ของโรงพยาบาล “การดูแลแบบองค์รวม” เมื่อไปถึงหน่วยงานฉุกเฉิน “ให้การดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินแบบองค์รวม”

ระบบเอกสาร
• การตรวจเอกสาร ใช้มาตรฐาน ISO ดูนโยบาย ระเบียบวิธีปฏิบัติ กรณีเกิดข้อสงสัยในแนวทางปฏิบัติ
• ถ้ามีเอกสารหรือแนวทางปฏิบัติกำกับไว้ และมีผู้เซ็นอนุมัติ ถือว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตาม ผู้มีอำนาจสามารถให้ผิดให้ชอบได้ และที่สำคัญคือผู้อำนวยการต้องรับทราบเอกสารทุกฉบับ
• เอกสารที่สำคัญกับการดูแลรักษาผู้ป่วยต้องได้รับการทบทวนทุก 2 ปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทบทวนแก้ไขก่อนกำหนดได้
• บทบาทหน้าที่ของหัวหน้า ต้องอ่านเอกสารทุกฉบับทั้งที่เป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติ และมีหน้าที่กำกับติดตามให้ผู้ปฏิบัติปฏิบัติตาม เช่น ถ้ามีนโยบายการล้างมือ แล้วพบว่าบุคลากรในหน่วยงานไม่ล้างมือก่อนการปฏิบัติงาน ถือเป็นความผิดของหัวหน้า

การชี้บ่งตัวผู้ป่วย
• การชี้บ่งตัวผู้ป่วยต้องใช้ข้อมูลอย่างน้อย 2 ตัวร่วมกันเสมอ ไม่ใช้เลขที่ห้องผู้ป่วยหรือสถานที่เป็นการบ่งชี้ตัวผู้ป่วยโดยเด็ดขาด เริ่มตั้งแต่ทำบัตรที่ห้องบัตร การซักประวัติคัดกรอง การตรวจ การเจาะเลือด/เก็บสิ่งส่งตรวจ การถ่ายภาพรังสี การทำหัตถการ การฉีดยา การจ่ายยา (IPSG 1)
• ตัวอย่าง : ตัวบ่งชี้ที่ 1 คือ ชื่อ-สกุล ของผู้ป่วย ตัวบ่งชี้ที่ 2 คือ วันเดือนปีเกิดของผู้ป่วย (IPSG 1)
• การสอบถามข้อมูลจากผู้ป่วย เป็น active communication การดูข้อมูลที่ระบุอยู่บนป้ายกับข้อมูลที่เวชระเบียน เป็น passive communication ดังนั้น การบ่งชี้ในขั้นตอนแรกของแต่ละแผนก ให้ใช้ active ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน หลังจากนั้นให้ใช้ passive (IPSG 1)
ตัวอย่างอันตรายห้ามใช้ (ต้องกำหนดเป็น policy ประจำองค์กร เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม)
• ตัวย่อที่ห้ามเขียน เช่น V M • ให้เขียน IV IM oral ส่วนตัวย่ออื่นๆ หากจะอนุญาตให้ใช้ ต้องทบทวนในองค์กร ตกลงร่วมกันและกำหนดเป็นนโยบายและประกาศใช้ทั่วทั้งองค์กร (IPSG 2.1)

การรับคำสั่งการรักษาด้วยวาจา
• การอ่านตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 1 เช่น 21 ให้อ่านทวนว่า สองหนึ่ง ตัวเลขที่ลงท้ายด้วย 7 เช่น 17 ให้อ่านทวนว่า หนึ่งเจ็ด (IPSG 2.1)
• การเขียนคำสั่งลงในใบคำสั่งการรักษา ต้องระบุช่องทางที่ได้รับ เช่น รับคำสั่งทางวาจา รับคำสั่งทางโทรศัพท์ (IPSG 2.1)
• แพทย์ผู้สั่งการรักษาทางวาจาต้องลงนามกำกับคำสั่ง พร้อมลงวันที่และเวลาในใบคำสั่งการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง กรณีแพทย์ผู้สั่งการรักษาไม่ลงนามกำกับ ให้แพทย์เจ้าของไข้หรือแพทย์ผู้บริหารโรงพยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบลงนามกำกับแทน (IPSG 2.1)

การสั่งจ่ายยา
• หลีกเลี่ยงการสั่งยาในลักษณะสัดส่วน เช่น Dopamine (1:1) หรือ Dopamine (1:2) เพราะทำให้เกิดความสับสน ให้เขียนเป็นจำนวนยาเป็นน้ำหนัก (กรัม, มิลลิกรัม, ไมโครกรัม) เช่น Dopamine 100 mg in 5%D/W 100 ml IV drip (IPSG 3)
• คำสั่งหยุดการใช้ยา ให้เขียนว่า off เช่น Off Ceftriazone 1 gms IV O.D. (IPSG 3)

การบริหารยา
• พยาบาลต้องตรวจสอบคำสั่งแพทย์ในใบคำสั่ง กับ ใบ medication record ให้ตรงกัน (IPSG 3)
• ตามมาตรฐานวิชาชีพเภสัชกรรม ยาที่จ่ายให้พยาบาลเป็นผู้บริหารยาต้องมีเอกสารกำกับระยะเวลาการติดตามผลของยาที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ป่วยแนบมาด้วย การติดตามผลของยาขึ้นอยู่กับระยะเวลาออกฤทธิ์ของยา

การป้องกันและลดความเสี่ยงในการผ่าตัดผิดตำแหน่ง ผิดคน ผิดหัตถการ
• การเซ็นยินยอม ต้องมีการให้ข้อมูลในการให้การรักษา การทำหัตถการ ก่อนทุกครั้ง (IPSG 4) Inform ก่อน consent เสมอ

การป้องกันและลดความเสี่ยงจากการลื่นตก หกล้ม
• ข้อมูลการพลัดตกหกล้มที่ใดเป็นศูนย์ ข้อมูลนั้นไม่น่าเชื่อถือ หากที่นั้นไม่มี intervention ใดๆ
• OPD จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ดูแลช่วยเหลือเมื่อผู้ป่วยขึ้นลงเตียงตรวจโดยใช้แสตนทุกครั้ง (IPSG 6)
• IPD กริ่งต้องพร้อมใช้งาน ปรับเตียงให้ต่ำ ยกเหล็กกั้นเตียงขึ้น ล็อคล้อเตียงทุกครั้ง แนะนำผู้ป่วยและญาติ ระวังในผู้ป่วยได้ยากลุ่ม secondary diagnosis (ยาขับปัสสาวะ ยานอนหลับ) (IPSG 6)
• รถเข็นนั่ง/เปลนอน ต้องล็อคล้อทุกครั้งเมื่อให้ผู้ป่วยพักรอ (IPSG 6)

การเข้าถึงบริการและความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วย
• การเข้าถึงโรงพยาบาล : ป้ายระบุตำแหน่ง ชี้ทาง มีการเผยแพร่ตำแหน่งที่ตั้งของโรงพยาบาลทางเวบไซต์ ระบุระยะเวลา ระยะทาง (โดยเฉพาะห้องฉุกเฉิน)
• การคัดกรองผู้ป่วยเข้า ER มีการกำหนด criteria ที่ชัดเจน และข้อยกเว้น
• ระบบการคัดกรอง Triage บุคลากรต้องมีความแม่นยำและสามารถคัดกรองได้ หัวหน้างานต้องประเมินเป็นรายบุคคล
• การวัดประสิทธิภาพของการ Triage ผู้ป่วยประเภท 1, 2, 3 เท่านั้นที่ควรเข้า ER ส่วนผู้ป่วยประเภท 4, 5 ต้องไปที่ OPD
• ควรมี criteria สำหรับผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินว่าควร observe ได้ไม่เกินกี่ชั่วโมง
• การอนุญาตให้ผู้ป่วยออกนอกสถานที่ชั่วคราว หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง ถือเป็นความรับผิดชอบของโรงพยาบาล
• การวางแผนจำหน่าย ควรทำเร็วที่สุดเมื่อรับผู้ป่วยไว้ในหอผู้ป่วย (ภายใน 24 ชั่วโมง)
• Discharge criteria ควรมีไว้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะไม่กลับมา re admit หรือ re visit ก่อนเวลา เช่น การกำหนดสัญญาณชีพพื้นฐาน อุณหภูมิ ชีพจร ความดันโลหิต หากแพทย์มีคำสั่งจำหน่าย แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงหรือผิดปกติ ยังไม่ควรจำหน่ายผู้ป่วยออกนอกโรงพยาบาล
• Discharge plan ไม่ใช่เฉพาะการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติเพียงอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงการเตรียมความพร้อม การเตรียมเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูสภาพร่างกายเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
• การให้คำแนะนำผู้ป่วยว่าจะต้องกลับมาตรวจเมื่อไร หรือ มีความผิดปกติอย่างที่ต้องกลับมาตรวจก่อน ให้ระบุอาการที่ชัดเจน เช่น ผู้ป่วยหลังผ่าตัด อย่าแนะนำผู้ป่วยว่าถ้ามีอาการผิดปกติให้รีบมา แต่ให้ระบุให้ชัดเจนว่าหากมีอาการเช่นไรให้รีบมาก่อนวันนัด เช่น มีเลือดออกจากแผลผ่าตัด มีหนองซึม เป็นต้น

การประเมินผู้ป่วย
• พยาบาลเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในการประเมินผู้ป่วยเมื่อแรกรับ และการประเมินซ้ำเพื่อค้นหาอาการเปลี่ยนแปลงขณะอยู่ในความดูแล การประเมินต้องครอบคลุม กาย จิต สังคม อารมณ์ วิญญาณ
• หลังการประเมินผู้ป่วยแรกรับไว้ในหน่วยงาน ต้องทำ discharge plan ทันที สรุปปัญหาผู้ป่วยออกมาให้ได้แล้วนำไปวางแผนการดูแลผู้ป่วย
• การให้สุขศึกษาผู้ป่วย ให้ตามปัญหาและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย ไม่ใช่เป็น pattern เดียวกันทั้งหมด
• การประเมินภาวะโภชนาการมีความสำคัญ เพื่อวางแผนการให้โภชนบำบัด ในผู้ป่วย OPD ให้ประเมินอย่างง่ายโดยการคำนวณ BMI เป็นการประเมินภาวะโภชนาการเบื้องต้น ถ้าพบความผิดปกติจึงพิจารณาส่งต่อนักโภชนากร
• ผู้ป่วยทุกคนควรได้รับการคัดกรองความเจ็บปวด โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับอายุ ความสามารถในการสื่อสาร เช่น VAS, NRS, FLACCS เป็นต้น และควรมีแนวทางกับการจัดการความเจ็บปวดที่เหมาะสมกับคะแนนที่ประเมินได้ในแต่ละระดับ
• ผู้ป่วยควรรับรู้แนวทางการจัดการความเจ็บปวด ควรรู้ว่าคะแนนเท่าไรจึงจะได้ยาแก้ปวด
• การประเมินความเจ็บปวดซ้ำหลังการจัดการความปวด เช่น
- ยาแก้ปวดชนิดกิน ออกฤทธิ์เต็มที่ 1 ชั่วโมง ต้องประเมินซ้ำหลังให้ยา 1 ชั่วโมง
- ยาแก้ปวดชนิดฉีดเข้ากล้าม ออกฤทธิ์เต็มที่ 30 นาที ต้องประเมินซ้ำหลังให้ยา 30 นาที
- ยาแก้ปวดชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ออกฤทธิ์เต็มที่ 15 นาที ต้องประเมินซ้ำหลังให้ยา 15 นาที
• การประเมินเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้ป่วยเด็กต้องประเมินพัฒนาการ ผู้ป่วยสูงอายุต้องประเมินการมองเห็น การได้ยิน หญิงวัยเจริญพันธุ์ต้องประเมินด้านสูติฯ ผู้ป่วยโรคติดเชื้อ/ภูมิต้านทานต่ำ ICN ต้องร่วมกำหนดแนวทางการประเมิน ผู้ป่วยวาระสุดท้ายต้องประเมินความต้องการด้านจิตใจ
• การประเมินซ้ำต้องกระทำโดยทุกวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทย์ พยาบาล โภชนากร กายภาพบำบัด

การดูแลรักษาผู้ป่วย
• การวางแผนการดูแลรักษา (Care plan) ทำโดยสหสาขาวิชาชีพ และต้องปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันเสมอ เช่น Care map เฉพาะโรค หากโรคใดไม่มี care map ต้องมี care plan
• care plan ของแพทย์ พยาบาลต้องนำมาเขียนเป็น nursing care plan
• care plan ของแพทย์วันแรก อาจเขียนลงใน Physical examination แต่วันต่อมาต้องบันทึกลงใน progress note เพื่อสื่อสารในทีมสุขภาพว่าแพทย์วางแผนการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างไร
• การเขียน nursing care plan ของพยาบาล เช่น ลด activity ของผู้ป่วยโรคหัวใจ ให้เขียนว่าทำอย่างไร เช่น bed bath ให้, แนะนำให้นอนพักบนเตียง, ไม่ให้ลุกเข้าห้องน้ำ เป็นต้น
• การกำหนดเป้าหมายในการดูแลผู้ป่วย ให้นำภาวะเสี่ยงมากำหนด เช่น เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจน เป้าหมายคือ ได้รับออกซิเจนเพียงพอ และระบุให้ชัดเจน เช่น ปริมาณออกซิเจน sat = เท่าไร
• Early warning sign มีไว้เพื่อให้พยาบาลมีสิทธิตามแพทย์ได้หากพบ criteria ที่กำหนดไว้ เพื่อลดการทำ CPR ที่ ward (ป้องกันการ arrest)
• การช่วยฟื้นคืนชีพในทุกบริเวณของโรงพยาบาล ต้องสามารถทำ Basic Life Support ได้ทันที หากพบผู้ป่วย arrest และการทำ Advance Cardiac life Support ต้องสามารถเริ่มได้ภายในเวลา 5 นาที
• รถ Emergency ต้องเหมือนกันทุกคันในโรงพยาบาล เช่น ต้องเก็บยาที่ลิ้นชักแรกเหมือนกันทุกคัน หรือเก็บท่อช่วยหายใจที่ลิ้นชักแรกเหมือนกันทุกคัน แล้วแต่ทีมจะกำหนด
• การกระจายเลือดไปยังหอผู้ป่วย ต้องเก็บรักษาสภาพเหมือนเก็บไว้ที่ blood bank
• การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนระหว่างให้เลือด หลังแขนถุงเลือดต้อง monitor V/S และอาการผิดปกติทุก 5 นาที 3 ครั้ง จนครบ 15 นาที และประเมินซ้ำตามสภาพของผู้ป่วย (5 นาทีแรกควรยืนเฝ้าหรือเฝ้าอย่างใกล้ชิด)
• การดูแลผู้ป่วยให้รับประทานอาหาร พยาบาลควรประเมินอย่างใกล้ชิด คำแรกของผู้ป่วยเพื่อประเมินการกลืนได้ของผู้ป่วย และคำสุดท้ายเพื่อประเมินปริมาณการได้รับอาหารของผู้ป่วย หากผู้ป่วยไม่รับอาหารที่จัดให้แล้วผู้ป่วยรับอาหารที่ญาตินำมาได้มากหรือน้อยแค่ไหน

การให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติ
• การให้ความรู้ผู้ป่วยต้องเป็นแบบเฉพาะราย (individual)
• หลังให้ความรู้ควรบันทึกในเวชระเบียนด้วยว่าให้ความรู้เรื่องใด และยังเหลือเรื่องใด เพื่อส่งต่อให้ทีมสุขภาพได้ทราบ

สิทธิผู้ป่วย
• ผู้ป่วยมีสิทธิรับรู้ข้อมูลความเจ็บป่วยของตนเอง การที่ญาติขอร้องเจ้าหน้าที่ไม่ให้แจ้งข้อมูลแก่ผู้ป่วย ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิประการหนึ่ง
• กรณีผู้ป่วยไม่ยินยอมรักษา หรือขอกลับบ้าน เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ให้ข้อมูลว่าจะเกิดผลเสียอะไรขึ้นได้บ้าง จึงให้ผู้ป่วยเซ็นไม่ยินยอมรับการรักษา
• การให้ข้อมูลผู้ป่วยแก่ผู้มาติดต่อสอบถาม ให้พึงระวังความสัมพันธ์ของผู้ที่มาสอบถามด้วย
• องค์กรควรเปิดช่องทางการร้องเรียนของผู้ใช้บริการให้หลากหลายช่องทาง เช่น ตู้รับเรื่องร้องเรียน หมายเลขโทรศัพท์ เวบไซต์

การเซ็นยินยอม แบ่งความยินยอมออก เป็น 3 ประเภท
1. ความยินยอมทั่วไป
- กรณียอมรับการตรวจรักษาทั่วไปเฉพาะการลงทะเบียนครั้งแรกที่แผนกผู้ป่วยนอก
- กรณีเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาล
2. ความยินยอมที่ได้รับการบอกกล่าวเฉพาะ กรณีการตรวจวินิจฉัย หัตถการและบริการทางการแพทย์ที่ไม่มีความเสี่ยงสูง
3. ความยินยอมที่ได้รับการบอกกล่าวเฉพาะเรื่อง กรณีหัตถการซับซ้อน มีความเสี่ยงสูงทางกฎหมาย เสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรง เช่น ตรวจหาเชื้อเอชไอวี เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ MRI การให้ยาระงับความรู้สึก การให้เลือด การผ่าตัด เป็นต้น

การบริหารทรัพยากรบุคคล
• การสร้างแรงจูงใจให้คนอยากมาทำงานกับองค์กร ต้องสร้างจุดขายขององค์กรโดยนำจุดแข็งของโรงพยาบาลมาเป็นตัวประชาสัมพันธ์
• ระบบการบริหารบุคคลตามมาตรฐาน JCI เน้นให้คนทำงานมีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมและตรงกับงานที่ได้รับมอบหมาย
• Training needs ไม่ได้ให้ถามผู้ปฏิบัติ แต่ให้ถามหัวหน้าว่าต้องการให้ลูกน้องอบรม/มีความรู้ความสามารถเรื่องใดให้ตรงตาม Job description
• การปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ต้องทำตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาปฏิบัติงาน บุคลากรใหม่ทุกคนต้องได้รับการปฐมนิเทศเกี่ยวกับองค์กร นโยบายทุกด้านขององค์กร และความรับผิดชอบในงานตามที่ได้รับมอบหมาย
• การคัด/สรรหาบุคลากรเข้าทำงาน ต้องคัดเลือกตาม JD โดยกำหนด JD จากวิสัยทัศน์ และขอบเขตบริการของโรงพยาบาล
• แฟ้มหรือเอกสารข้อมูลบุคลากร ต้องประกอบด้วย คุณสมบัติ ประวัติการทำงาน JD การอบรม
• การรับบุคลากรเข้าทำงาน จะต้องมีระบบการตรวจสอบวุฒิการศึกษาย้อนไปที่สถาบันการศึกษาที่ออกใบรับรองการศึกษาด้วย โดยเฉพาะบุคลากรในระดับวิชาชีพ
• การประเมินสมรรถนะของบุคลากร นอกเหนือจากสมรรถนะของ กพ.กำหนดแล้ว ต้องมีสมรรถนะเชิงวิชาชีพ โดยนำ JD มาเป็นกรอบในการประเมินด้วย
• ตัวชี้วัดรายบุคคลที่นำมาประเมินผลงานบุคลากร ควรจะมาจากวิสัยทัศน์ สมรรถนะ ที่หน่วยงานกำหนด

การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล
• ตามกฎกระทรวง รพ.ถือเป็นสถานพยาบาลประเภทสอง ขยะติดเชื้อ หมายถึง ขยะที่คาดว่าจะสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย (ขยะตามบ้านไม่เป็นขยะติดเชื้อ เนื่องจากบ้านเป็นสถานที่ควบคุมไม่ได้เหมือนในโรงพยาบาล)
• อุปกรณ์ทิ้งเข็มต้องเป็นอุปกรณ์เฉพาะ (ป้องกันการทิ่มตำบุคลากร) ต้นทุนในการซื้ออุปกรณ์ทิ้งเข็มถ้าเปรียบเทียบกับความเสี่ยงที่บุคลากรต้องถูกเข็มทิ่มตำถือว่าเป็นต้นทุนที่ต่ำ หากเกิดเข็มทิ่มตำทำให้ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในด้านการเจาะเลือด ค่ายาที่ต้องจ่ายให้บุคลากรเพิ่ม เกิดการสูญเสียด้านขวัญกำลังใจในการทำงาน และเสี่ยงต่อการสูญเสียบุคลากรในการทำงาน
• แนวทาง Isolation precautions มีไว้เพื่อบ่งชี้ว่าผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในการจะเข้าไปดูแลผู้ป่วย ไม่ใช่การแยกผู้ป่วยออกจากผู้ป่วยอื่นๆ เพียงอย่างเดียว
• การให้ความรู้แก่บุคลากรเรื่องการป้องกันการติดเชื้อ อย่าบอกเพียงว่าต้องทำอย่างไร ให้ใส่แนวความคิดให้เข้าใจเหตุผลและหลักการการป้องกันการติดเชื้อ

สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
• ภายในปี 2016 WHO มีนโยบายรณรงค์ให้ยกเลิกการใช้ปรอททุกชนิดในโรงพยาบาล แม้กระทั่งเครื่องวัดความดันโลหิตชนิดปรอท
• โรงพยาบาลต้องมีแนวทางการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยตามกฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง (กฎหมาย/ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลมีประมาณ 60 กว่าฉบับ) ควรมีการศึกษาให้เข้าใจ เช่น กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ กฎหมายแรงงาน กฎหมายเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ กฎหมายเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย กฎหมายเกี่ยวกับขยะ, น้ำเสีย, อาคารควบคุมพิเศษ
• จุดใดที่เป็นจุดเสี่ยงของโรงพยาบาลต้องมีกล้องวงจรปิด และต้องมีผู้ monitor ตลอด 24 ชั่วโมง
• องค์กรต้องมีบัญชีรายชื่อสารเคมีที่มีเก็บไว้ในโรงพยาบาล กำหนดตำแหน่ง/สถานที่จัดเก็บ ปริมาณที่สามารถเก็บได้(ตามกฎหมายกำหนด) และต้องมีเอกสารกำกับ
• สารเคมีทุกชนิดต้องติดฉลาก บอกความเป็นอันตราย และวิธีปฏิบัติหากเข้าตาหรือปาก
• หน่วยงานต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในพื้นที่ให้ครอบคลุม เช่น อุบัติเหตุหมู่ ไฟไหม้ ภัยธรรมชาติ และจัดทำแผนรองรับ พร้อมทั้งมีการซ้อมรับอย่างสม่ำเสมอ
• 5 ส. คือจุดเริ่มต้นของการป้องกันอัคคีภัย หากมีการเก็บเอกสารที่เป็นกระดาษในปริมาณมากๆ ในหน่วยงาน เป็นความเสี่ยงด้านอัคคีภัยอย่างยิ่ง
• นโยบายห้ามสูบบุหรี่ตามกฎหมายไทย ในพื้นที่ของโรงพยาบาลเป็นเขตปลอดบุหรี่ทุกตารางนิ้ว ผู้ฝ่าฝืนคือผู้ที่ทำผิดกฎหมาย
• ระบบการสำรองเครื่องมือ/อุปกรณ์การแพทย์ หากเสียหรือชำรุดต้องมีทดแทนทันที ดังนั้นอุปกรณ์ควรมีเป็นส่วนกลาง
• บุคลากรไม่ปฏิบัติตามแนวทาง ถือเป็นความผิดของหัวหน้า

การจัดการข่าวสารและเวชระเบียน
• เป้าหมายการจัดการข่าวสารและเวชระเบียนคือเพื่อความปลอดภัยและความพร้อมใช้
• การโพสต์รูปผู้ใช้บริการบน social network ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าตัว หากไม่ได้รับอนุญาตถือว่าเป็นการละเมิด
• กระดาษ/เอกสารใดๆ ที่มีชื่อผู้ป่วยติดอยู่ ห้ามนำไปเป็นขยะ recycle ให้ทำลายทิ้งเท่านั้น
จันทรา สุดประโคน, ทองพูน ชาบุญมี, มนทกานติ์ ตั้งนพรัตน์กุล, สุภารัตน์ ทัพโพธิ์ ผู้สรุป
เอ็มโอ
สมาชิกเว็บบอร์ดระดับเริ่มโพส
สมาชิกเว็บบอร์ดระดับเริ่มโพส
 
โพสต์: 9
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 03 ต.ค. 2012 8:28 am

Re: มาตรฐานคุณภาพระดับนานาชาติ "มาตรฐาน JCI"

โพสต์โดย Baodindae » จันทร์ 03 ส.ค. 2015 2:12 pm

อ่านแล้วมีประโยชน์มากเลยๆครับผม
Baodindae
สมาชิกเว็บบอร์ดระดับเริ่มโพส
สมาชิกเว็บบอร์ดระดับเริ่มโพส
 
โพสต์: 3
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ 03 ส.ค. 2015 12:02 pm


ย้อนกลับไปยัง บอร์ดวิชาการ

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน